โดย สำราญ หม่อมพกุล
วรรณคดีอังกฤษสมัยนีโอคลาสสิก (British
Neoclassical Literature)
ยุคนีโอคลาสสิกคืออะไร (What
is Neoclassicism?)
วรรณคดีอังกฤษสมัยนีโอคลาสสิก
เป็นวรรณคดีที่เกิดขึ้นมาจากการที่นักคิดนักเขียน หันไปชื่นชมยกย่องแนวคิดและศิลปะในสมัยคลาสสิกโดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง
ความเป็นระเบียบ กฎเกณฑ์ และการยึดมั่นในหลักเหตุผล (order
and rational control) ในแง่ศิลปะและภูมิสถาปัตยกรรม เป็นยุคที่มีกระแสการศึกษาค้นคว้าเรื่องสถาปัตยกรรมและศิลปะยุคโบราณอย่างกว้างขวาง
เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ผู้คนสามารถเข้าไปศึกษาชื่นชมความวิจิตรตระการตาของสถานที่ปรักหักพังของอารยธรรมกรีกและโรมันได้อย่างปลอดภัย
กระแสดังกล่าวกระตุ้นให้ชาวยุโรปที่มีฐานะดีออกไปท่องเที่ยวไปตามดินแดนที่ตัวเองยังไม่เคยไป
เพื่อเป็นการสื่อถึงสถานภาพทางสังคมว่าเป็นชนชั้นสูงผู้มีอันจะกินที่สามารถออกเดินทางไปชมความอลังการของสถานที่สำคัญในอดีตได้
และยังถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาของสุภาพชนชาวอังกฤษทุกคน การไปท่องเที่ยวชมความยิ่งใหญ่ของโบราณสถานของกรีกและโรมันนี้
ในภาษาอังกฤษคือ Grand Tour การท่องเที่ยวแบบนี้ได้รับความนิยมมากและบางครั้งกินเวลาถึงห้าปีและมักจะมีครูส่วนตัวร่ (personal tutor)ร่วมเดินทางไปด้วยเพื่อให้ความรู้
นักเขียนและนักวิจารณ์ชาวอังกฤษที่ชื่อ Dr. Samuel Johnson ถึงกับบอกว่า
ใครก็ตามหากไม่มีโอกาสได้ไปเยือนอิตาลีจะต้องมีปมด้อยไปตลอดกาล (“A man who
has not been to Italy is always conscious of an inferiority.”) และหลังจากที่กลับมาแล้ว
นักท่องเที่ยวชนชั้นสูงเหล่านี้ ก็จะนำเอารูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปะกลับมาด้วย
แล้วนำมาสร้างอาคารบ้านเรือน ให้มีลักษณะคล้ายกับรูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปะคลาสสิก
ที่เน้นดุลยภาพและการได้สัดส่วนที่เหมาะสม (well-proportioned and
symmetrical) เน้นการก่อสร้างมีกฎทางเรขาคณิตที่ถูกต้องลงตัว ด้วยเหตุนี้
สถาปัตยกรรมและศิลปะยุคนี้จึงมีชื่อเรียกว่า ยุคคลาสสิกใหม่ หรือนีโอคลาสสิก (Neoclassicism)
การตกแต่งภายในตัวอาคารก็จะมีรายละเอียดแบบคลาสสิก (classical
motifs)อาทิ เสาแบบโรมัน แจกัน ที่มีลวดลายแกะสลักตามแบบโรมัน
ภาพสลักนูนต่ำ และภาพเขียนที่ได้แรงบันดาลใจมากจากเทพปกรนัมกรีก
อย่างไรก็ตามนี้
สถาปัตยกรรมและศิลปะยุคคลาสสิกใหม่ หรือนีโอคลาสสิก
ไม่ได้มีความครอบคลุมแค่การก่อสร้างและตกแต่งอาคารบ้านเรือนเท่านั้น
แต่ยังหมายถึงกระบวนการคิดด้วย วิธีคิดแบบคลาสสิกใหม่
หรือนีโอคลาสสิกจึงหมายถึงการแสดงออกซึ่งความประสานสอดคล้อง (harmony) รสนิยมที่ดีที่สะท้อนความเป็นผู้มีการศึกษาและระดับศีลธรรมสูง
นอกจากนี้แนวคิดคลาสสิกใหม่ หรือนีโอคลาสสิก ยังหมายรวมถึงสภาพสังคมที่เป็นระเบียบและมีลำดับชั้น
(the order of social hierarchy)
ในด้านพัฒนาการของวรรณคดีอังกฤษ
นักเขียนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับการมีเหตุมีผลในการแต่งบทกลอนโดยจะเคร่งครัดในเรื่องฉันทลักษณ์
มีการใช้ความเปรียบที่ซับซ้อนและคัดสรรคำและการจัดเรียงประโยคให้เข้ากับเนื้อหาหรือแก่นเรื่องโดยเฉพาะการเขียนร้องแก้วเชิงเสียดสี
(satire) ในการแต่งกวีนิพนธ์ก็มักจะใช้รูปแบบสัมผัสที่เรียกว่า heroic
couplet ซึ่งพจนานุกรมของ Britannica ให้นิยามว่า
“a couplet of rhyming iambic
pentameters often forming a distinct rhetorical as well as metrical unit.
The origin of the form in English poetry is unknown, but Geoffrey
Chaucer in the 14th century was the first to make extensive use of
it. The heroic couplet became the principal metre used in drama about the
mid-17th century, and the form was perfected by John
Dryden and Alexander
Pope in the late 17th and early 18th centuries”
นักเขียนในยุคนี้ที่สำคัญได้แก่ Jonathan
Swift, John Dryden และ Alexander Pope
หากท่านสนใจคนคว้าเพิ่มเติม
ผู้เขียนก็ขอแนะนำหนังสือที่เกียวกับยุคนีโอคลาสสิกดังนี้